บทที่ 2 ที่บังลม
ตอนที่ 2 ที่บังลม
หลังจากวันแรกที่ถูกเรียกขึ้นไปช่วยแปลเอกสาร ดาวประดับก็กลับไปทำหน้าที่นักศึกษาฝึกงานตามเดิม ชีวิตในบริษัท ไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะเจ้าของกิจการจำชื่อเธอได้
โต๊ะของดาวประดับยังอยู่มุมเดิมในสำนักงานขนาดไม่ใหญ่นัก งานที่ได้รับก็ยังเป็นงานตามสมควรสำหรับนักศึกษาฝึกงาน ช่วยจัดเอกสาร ประสานงานเรื่องทั่วไป ตรวจข้อความภาษาต่างประเทศบ้าง ตามที่พนักงานในฝ่ายมอบหมาย ไม่มีห้องทำงานส่วนตัว ไม่มีงานสำคัญระดับบริษัทถูกโยนมาให้รับผิดชอบ และยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรให้เธอต้องวิ่งตามฟาร์คัสไปทุกที่
ที่นี่ไม่ใช่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงสำนักงาน สำหรับรองรับการทำงานในพื้นที่ท่าเรือ มีฝ่ายที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานอยู่รวมกันในอาคารธรรมดา ๆ แห่งหนึ่ง คนส่วนใหญ่รู้จักกันและเดินเข้าออกระหว่างสำนักงานกับพื้นที่ด้านนอกตลอดทั้งวัน
สำหรับดาวประดับ การฝึกงานก็คือการฝึกงาน เธอมาที่นี่เพื่อเก็บประสบการณ์ก่อนเรียนจบ ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อย ได้เห็นของจริงนอกห้องเรียนเท่าที่มีโอกาส ไม่ได้คิดจะอุทิศชีวิตให้บริษัทใครตั้งแต่อายุยี่สิบสอง ส่วนการที่ฟาร์คัสอยู่ประเทศไทยในช่วงนี้ทำให้บรรยากาศภายในสำนักงานตึงขึ้นบ้างเป็นบางเวลา เพราะเจ้าของกิจการไม่ได้มานั่งประจำโต๊ะให้ลูกน้องเดินเข้าหา เขาใช้เวลาอยู่กับงานที่ต้องตรวจจริงเสียมากกว่า บางช่วงหายไปประชุม บางช่วงลงพื้นที่ และบางวันดาวประดับแทบไม่เห็นหน้าเขาเลย
จนกระทั่งช่วงสายของวันหนึ่ง มีเรือขนส่งสินค้าเข้าเทียบท่า และพนักงานในฝ่ายเดินมาตามเธอให้ลงไปช่วยเรื่องภาษาดาวประดับหยิบสมุดกับโทรศัพท์ติดมือไปตามปกติ เธอคิดว่าอย่างมากคงช่วยแปลคำพูดไม่กี่ประโยคเหมือนวันก่อน แต่เมื่อไปถึงบริเวณขนถ่ายสินค้า เธอก็รู้ทันทีว่าวันนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิด
ฟาร์คัสยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว สีหน้าของเขาบอกชัดว่าอารมณ์ไม่ดี สินค้าบางส่วนได้รับความเสียหายระหว่างการปฏิบัติงาน ความเสียหายเห็นได้ชัดพอให้คนที่อยู่บริเวณนั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะทางก็เข้าใจว่าเกิดเรื่องขึ้น ส่วนรายละเอียดว่าใครทำอะไรผิดและผิดขั้นตอนไหน ดาวประดับฟังได้เพียงคร่าว ๆ เพราะคนหลายฝ่ายกำลังพูดพร้อมกัน
เธอจึงยืนอยู่ในส่วนของตัวเอง รอจนมีคนบอกว่าต้องการให้ช่วยอะไร ไม่นานนัก ตัวแทนจากเรือซึ่งพูดภาษารัสเซียเป็นหลักก็ถูกเรียกเข้ามา ฟาร์คัสต้องการคำอธิบายจากอีกฝ่ายโดยตรง ดาวประดับจึงกลายเป็นคนกลางระหว่างการสนทนาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ช่วงแรกยังไม่มีอะไรผิดปกติ เธอฟังแล้วแปล อีกฝ่ายตอบมา เธอก็ถ่ายทอดกลับ กระทั่งข้อเท็จจริงเริ่มชัดว่าความเสียหายไม่ได้เกิดจากเหตุสุดวิสัย แต่เกี่ยวข้องกับความสะเพร่าระหว่างการทำงาน
“ฉันไม่สนว่า พวกคุณจะเรียกมันว่าความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุ ถ้าขั้นตอนกำหนดไว้อย่างหนึ่งแล้วมีคนเลือกทำอีกอย่างเพราะคิดว่าสะดวกกว่า นั่นเรียกว่าประมาท” น้ำเสียงที่ดังขึ้นทำให้คนรอบข้างเงียบลง
ดาวประดับเองก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนตั้งสติแล้วแปลออกไปตามหน้าที่ เธอไม่ได้ลดความรุนแรงของคำพูดให้เขา ถึงจะเริ่มรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้พูดแรงเหลือเกินก็ตาม
“สินค้ามาถึงท่าโดยไม่มีปัญหา แต่เสียหายตอนอยู่ในมือคนของเรา แล้วจะให้ฉันยืนฟังคำว่าไม่ได้ตั้งใจ เพื่ออะไร ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว คนที่รับผิดชอบก็ต้องรับผิดชอบ”
ดาวประดับแปลตามอีกครั้ง คราวนี้ริมฝีปากเริ่มเม้มเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เหตุผลของเขาไม่ได้ผิด ของเสียหายเพราะความประมาท คนทำงานก็ต้องรับผิดชอบเป็นเรื่องธรรมดา เธอเข้าใจได้ทั้งหมด แต่เข้าใจเหตุผล ไม่ได้แปลว่าต้องชอบวิธีพูด
ยิ่งเมื่อคนงานที่เกี่ยวข้องถูกเรียกเข้ามา ฟาร์คัสยิ่งไม่ลดระดับความดุดันลงแม้แต่น้อย เขาถามจนได้ความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนตัดสินใจทันทีเมื่อพบว่ามีการละเลยขั้นตอนจริง
“ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องประเมินความเสียหายทั้งหมด ถ้ามีค่าใช้จ่ายตามมาก็รวบรวมไว้ ฉันต้องการรายงานภายในวันนี้” เขาหยุดไปเล็กน้อย สายตาคมจัดเลื่อนไปยังคนที่เป็นต้นเหตุ
“ส่วนคนที่ละเลยขั้นตอนจนเกิดเรื่อง ไม่ต้องให้กลับเข้ามาทำงานอีก”
ดาวประดับหันไปแปลประโยคนั้น สีหน้าของคนฟังเปลี่ยนทันที พยายามอธิบายว่าทำงานมานานแล้วและไม่เคยสร้างปัญหาเช่นนี้มาก่อน ขอให้พิจารณาอีกครั้งเพราะยังมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ ดาวประดับถ่ายทอดทุกคำกลับไปตามตรง เธอแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าฟาร์คัสอาจลดโทษลงบ้าง แต่ชายร่างใหญ่ตรงหน้ากลับไม่มีท่าทีลังเล
“ถ้ารู้ว่ามีคนข้างหลังต้องดูแล ก็ยิ่งควรรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ทำงานชุ่ย” ดาวประดับนิ่งไปครู่หนึ่งพลางนึกตำหนิตาฝรั่งนี่ในใจ ฟาร์คัสหันมามองเมื่อคำแปลไม่ตามมาทันที
“แปลสิ”
“อ่อ ค่ะ ทราบแล้วค่ะ” เธอตอบรับก่อนหันกลับไปทำหน้าที่
ประโยคที่ออกจากปากดาวประดับยังคงสุภาพและตรงตามความหมายทุกอย่าง เพียงแต่สีหน้าคนแปลเริ่มสวนทางกับความเป็นมืออาชีพขึ้นทุกที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ปากงออย่างปิดไม่ค่อยอยู่
“คนเขาก็รู้แล้วว่าผิด ยังจะพูดซ้ำให้เจ็บอีก”
ฟาร์คัสพูดต่ออีกสองสามประโยคเพื่อสั่งการกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดาวประดับก็แปลต่อโดยไม่ตกหล่น แต่ในใจเริ่มมีเสียงอีกชุดทำงานควบคู่กันไปเมื่อการจัดการทั้งหมดจบลง ฟาร์คัสยังคงอารมณ์ไม่ดี เขาสั่งให้ผู้จัดการส่งรายงานตามไปภายหลัง ก่อนหมุนตัวเดินออกจากพื้นที่โดยไม่สนใจว่าคนข้างหลังจะมองตามด้วยสีหน้าอย่างไร
ดาวประดับมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังห่างออกไป ยังไม่หายหมั่นไส้ พนักงานข้างตัวกำลังรวบเอกสาร เธอจึงช่วยส่งของที่ถืออยู่คืนให้ ก่อนเหลือบมองทางที่ฟาร์คัสเดินไปอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าตัวพ้นระยะได้ยินแล้ว
“รวยแล้วไง เป็นเจ้าของท่าเรือแล้วไม่ต้องสนใจความรู้สึกคนอื่นหรือไง ปากก็ร้าย อารมณ์ก็ร้อน”
“เบา ๆ เดี๋ยวคุณฟาร์คัสก็ได้ยินหรอก” รุ่นพี่คนหนึ่งหันมาสะกิด
“เดินไปตั้งไกลแล้วค่ะ อีกอย่างด่าลับหลังเป็นภาษาไทยเขาฟังไม่ออกหรอก”
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ดาวประดับกลับมานั่งประจำโต๊ะในสำนักงานตามเดิม งานที่ได้รับมอบหมายเหลืออีกไม่มาก เธอจัดการไปเรื่อย ๆ จนสายตาเหลือบออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเหนือทะเลที่ยังสว่างอยู่เมื่อช่วงเที่ยงเปลี่ยนเป็นสีหม่น เมฆก้อนใหญ่ตั้งเค้ามาจากแนวไกล ลมด้านนอกแรงขึ้นจนต้นไม้บริเวณอาคารเริ่มไหวเอน ดูอย่างไรก็ไม่น่ารอดฝน
ดาวประดับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาแล้วถอนหายใจ เหลืออีกตั้งชั่วโมงกว่า ปกติเธอค่อนข้างเคร่งเรื่องเวลา ต่อให้เป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานก็ไม่อยากให้ใครมองว่าเด็กมหาวิทยาลัยทำงานไม่เป็นเวลา รุ่นพี่บอกให้เข้างานกี่โมง เลิกกี่โมง เธอก็ทำตามมาตลอด แต่ดูเหมือนคนที่ทำงานจริงมาหลายปีจะไม่ได้เคร่งครัดเหมือนเธอทุกคน
พนักงานโต๊ะหนึ่งเก็บของกลับก่อนเพราะอ้างว่ามีธุระ อีกคนเห็นท้องฟ้าแล้วรีบยกเหตุผลเรื่องต้องไปรับลูกขึ้นมา ไม่นานนักสำนักงานที่ควรมีคนนั่งอยู่เกือบเต็มก็เริ่มว่างลงทีละโต๊ะ
“ตอนเด็กสอนกันจัง โตไปไม่โกง ผู้ใหญ่นั่นแหละโกง นี่มันเวลางานแท้ ๆ แอบอู้กลับบ้านกันเฉยเลย แบบนี้ก็โกงเวลางาน เหมือนกันไม่ใช่หรือไง” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางมองเก้าอี้ว่างที่เพิ่มขึ้น
คนบ่นก้มหน้ากลับมาทำงานต่ออย่างมีวินัย ได้ไม่ถึงสิบนาที เสียงลมด้านนอกก็ดังขึ้นกว่าเดิม ดาวประดับเงยหน้าขึ้นไป เมฆดำเคลื่อนเข้ามาใกล้เร็วกว่าที่คิด ลมแรงจนมองเห็นสิ่งของบางอย่างด้านนอกปลิวไปตามพื้น ถ้ารออีกชั่วโมงกว่าจะเลิกงาน เธอคงได้เปียกตั้งแต่หัวจรดเท้าแน่สายตาค่อย ๆ เลื่อนไปยังนาฬิกาอีกครั้ง
“หนูขอโกงสักวันได้ไหมคะ หอหนูอยู่ไกล เดี๋ยวหนูเปียก”
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ทันอนุมัติ เธอรีบเก็บของแล้วสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า กวาดตามองรอบสำนักงาน เมื่อไม่เห็นใครสนใจจึงค่อย ๆ เดินออกจากโต๊ะด้วยฝีเท้าที่พยายามให้เป็นธรรมชาติที่สุด หญิงสาวกำลังจะเลี้ยวพ้นมุมอาคาร เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเสียก่อน
“ยังไม่หมดเวลางาน จะไปไหน” ฟาร์คัสเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ แล้วกลับมามองเธอ เสียงเข้มจนดาวประดับแทบอยากหันกลับไปถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าทำไมไม่ช่วยกันบ้าง
“ยังไม่ได้ไปไหนสักหน่อยค่ะ”
“แล้วออกมาทำอะไร”
“เดินดูความเรียบร้อยค่ะ” คำตอบออกมาเร็วเสียจนเจ้าตัวเองยังนึกชื่นชมความสามารถในการเอาตัวรอดของตัวเอง
แต่ฟาร์คัสไม่ได้ดูประทับใจด้วย สายตาของเขาเลื่อนลงไปยังกระเป๋าสะพายบนไหล่เธอ ก่อนกลับขึ้นมาสบตาอย่างรู้ทัน
“เดินดูความเรียบร้อยพร้อมกระเป๋าเหรอ”
“ของส่วนตัวค่ะ พกติดตัวไว้ก็ไม่ผิดนี่คะ”
“เธอกำลังจะหนีกลับก่อนเวลา”
“ยังไม่ได้หนีเลยค่ะ”
“เพราะฉันมาเจอก่อน”
“ก็...เอ่อ”
“ฉันไม่ชอบให้ใครเอาเปรียบ ต่อให้เป็นเวลางานไม่กี่นาทีก็เหมือนกัน” ฟาร์คัสมองสีหน้าของเธอแล้วพูดเรียบ ๆ แต่หนักแน่น คราวนี้ดาวไม่ยอมเงียบ
“ฉันก็ไม่ชอบเอาเปรียบใครค่ะ แต่ข้างนอกกำลังจะมีพายุ หอพักฉันอยู่ไกล ถ้าฉันออกก่อนนิดเดียวเพราะไม่อยากติดฝน มันคงไม่ได้ทำให้บริษัทคุณขาดทุนจนเรือต้องหยุดวิ่งหรอกมั้งคะ”
ฟาร์คัสหรี่ตามอง เด็กฝึกงานที่เมื่อเช้ายังยืนหน้างอแปลคำสั่งของเขา ตอนนี้เริ่มเถียงเจ้าของบริษัทฉอด ๆ เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ลมกระโชกแรงก็พัดเข้ามาจากด้านข้างเสียก่อน ดาวประดับร้องออกมาเบา ๆ แล้วยกมือป้องหน้า เส้นผมปลิวกระจายจนมองอะไรแทบไม่เห็น แรงลมรอบต่อมาหนักกว่าเดิม เธอจึงก้าวหลบตามสัญชาตญาณ ก่อนจะพบตำแหน่งกำบังที่ดีที่สุดอยู่ตรงหน้า
“ขอยืนแป๊บหนึ่งค่ะ” ดาวรีบวิ่งอ้อมไปหลบหลังร่างสูงใหญ่ทันที ด้วยความสูงเกือบสองเมตรและช่วงตัวที่ใหญ่กว่าเธอมาก ฟาร์คัสบังลมได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
“เธอเห็นฉันเป็นอะไร” คนถูกใช้เป็นกำแพงมนุษย์หันกลับมามอง
“ที่บังลมค่ะ”
sds
